Motivation : ให้มีแรงใจ “แรงอยากเรียน"

ทำไง....ให้ขยันเรียน
ทำไง...ให้อยากอ่านหนังสือ
ทำไง...ให้ไม่ย่อท้อ ให้มีแรงจูงใจในการเรียน
ถ้าเป็นดังภาพข้างบนก็คือทำไง...ให้อยากล้างจานกองโตนี่ด้วยหล่ะ

 

สิ่งที่พี่จะมาบอกกล่าวนี้.. เขียนจากประสบการณ์ (Experience based) ที่พี่ใช้สมัยเตรียมสอบเข้าแพทย์ศิริราช และความรู้หลังจากได้มาเป็นหมอผ่าตัดรักษาคน ณ ตอนนี้....ซึ่งพี่มองว่า

=============================================
สิ่งสำคัญ อันดับหนึ่งเกี่ยวกับความเก่งคือเรื่อง การทุ่มเทเวลา ที่ต่างจากคนอื่นนั่นเอง....ไม่ใช่ ความแตกต่างของสมอง
เพราะอะไร ? ก็เพราะว่าจาก  สมการของความเก่ง    คือ *** ความเก่ง = Time x IQ  *****
; แปลว่าอะไร........ไม่ใช่แปลว่า.....ถ้า IQ ไม่ดี ก็โง่ซิอย่างนี้..................
   สมการนี้มันช่วยบอกว่า ความเก่งขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ปัจจัยที่ 1(Time) เราควบคุมมันได้
ปัจจัยที่ 2 (IQ) เราควบคุมไม่ได้  …….หรือเราคุมมันได้ให้ไม่มีอิทธิพลต่อความเก่ง
Example : จงคำนวณว่าคนโง่ (IQ80)จะเก่งกว่าอัฉริยะของโลก(IQ120) กี่เท่าถ้าเราทุ่มเทเวลามากกว่า 3 เท่า ???
Answer : 80 x 3  >  120 x1       …….1.5 เท่า
***** นั้นคือเราจะเก่งกว่าอัฉริยะของโลกด้วย IQ80 และเก่งกว่าเกือบเท่าตัว  ***********

แค่เพียงขยันทุ่มเทเวลาก็แค่นั้นเอง.................ก็จะเก่งได้โดยง่าย
ก็แค่นั้นเองหรอพี่ !!!!!   ใช่แล้ว มันคงไม่ง่ายขนาดนั้น
การที่จะทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งเปลี่ยนมาเป็นอีกคนๆหนึ่งที่ขยันทุ่มเทสุดๆมันมีอะไรบางอย่างขวางกั้น
คำตอบ คือ เรื่องของแรงใจนั่นเอง...............เราสร้างแรงใจได้ไหม เพื่อให้ ขยันทุ่มเทเวลา หรือ สร้างแรงใจได้ไหมเมื่อท้อแท้.....อะไรคือแรงใจ และเราจะสร้างมันได้อย่างไร นั่นแหละที่พี่จะ มาแนะนำให้จดเลือกนำไปลองใช้ดู
สิ่งต่อไปนี้คือ ....สิ่งที่ต้องสร้าง 10 อย่าง Motivation things = สิ่งที่จะทำให้เรามีแรงใจในการเรียน นำมาใข้ในยามท้อแท้ หรือต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน

10 Motivation things --> to do anything
==========================
1. Passion
2. Self
3. Positive thinking
4. Magic word
5. Hero
6. Backup
7. Challenge
8. Angry
9. Reward
10. Simplify and art
================================================
1. Passion
= เราจำเป็นต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อเป้าหมาย ….. "หากเราไม่รู้ว่าเราจะเรียนเก่งไปเพื่ออะไร ....เราก็จะสักแต่เรียนไปงั้นๆ"
สิ่งที่เราต้องตระหนักรู้คือ  : “สิ่งที่ต้องการ” จะดึงดูด  “สิ่งที่ต้องทำ”  (สิ่งที่ต้องการ = เหล็ก , สิ่งที่ต้องทำ  = แม่เหล็ก)
นั่นช่วยบอกให้รู้ว่า อยากจะมีแรงใจทำอะไรสักอย่างก็ต้องรู้ว่าที่เราจะทำทำไปเพื่ออะไร
ทำไปเพื่ออะไร = เป้าหมายคืออะไร: สิ่งที่ต้องการคืออะไร ไม่ใช่สักแต่ว่า จะขยัน จะขยัน แต่ว่าจะขยันได้สักกี่น้ำกันถ้าเราไม่รู้ว่าเราจะขยันไปเพื่ออะไร อีกอย่างหนึ่งคือ ที่เราจะทำอะไรสักอย่างมันจะต้องเริ่มจากสิ่งที่ต้องการก่อน ไม่ใช่เริ่มจากการกระทำ หรือ เดาว่าทำอย่างนี้แล้วจะให้สิ่งที่ต้องการ
เช่น หมอจะให้ยาคุณ โดยไม่ต้องตรวจว่าคุณเป็นโรคอะไร ...............ไม่ได้มันต้องรู้ก่อนว่าคนไข้เป็นโรคอะไร เมื่อเรารู้แล้วว่าเราต้องการรักษาโรคอะไร เราก็จะได้จ่ายยาได้ถูกต้องและ Perfect

จะมี Passion (ความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อเป้าหมาย) ได้ก็ต้องมี เป้าหมายก่อนสิอย่างนี้.........................ถูกกกกกกกกกกกก.
สรุปคือ ต้องมีสิ่งที่ต้องการ/เป้าหมาย ก่อน
@ ต้องมีขีวิตอยู่อย่างมีเป้าหมาย...: ไร้เป้าหมาย ก็ไร้ความต้องการ
; เช่น ไม่มีเนื้อให้หมาหมามันจะวิ่งเข้าหาไหม (เนื้อ=เป้าหมาย วิ่ง=ผลของแรงใจ)….อย่างนี้เรียกว่า หมามี passion
; น้องบางคนยังไม่รู้ว่าจะเอนต์เข้าที่ไหน แล้วอย่างนี้มันจะไปขยันได้อย่างไรหล่ะเนี้ย.
หรือไม่งั่นก็คิดถึงอนาคตต่อไปก็ได้...เช่น เป้าหมายคือเราและพ่อแม่ต้องสุขสบายเพราะหน้าที่การงานของเราดี
@ ต้องมีเป้าหมายที่ต้องการจริงอย่ามีเป้าหมายที่ไม่ต้องการจริง
; เรียกว่ามีเป้าหมายตามกระแส....บางทีมันต้องรองมานั่งทบทวนกับตัวเอง ถามตัวเอง ว่า จริงๆแล้วเราต้องการอะไรในชีวิต หรือ เราต้องการจะเป็นอย่างไรในอนาคต หรือเราจะเอนต์เข้าที่ไหน.....บางทีต้องนึกๆไล่ไปเรื่อยว่า อย่างนี้ใช่ไหม แล้วตัดสินใจเลือกอันที่ดีที่สุดที่เราต้องการมากทีสุด หรืออย่างน้อยก็เลือกอันที่ไม่ต้องการน้อยที่สุด
@อย่ามีเป้าหมายที่เอื้อมได้...แต่ต้องเป็นเป้าหมายที่ต้องกระโดดไขว่คว้าถึงจะได้; เอาเนื้อมายัดปากหมา หมาก็ไม่วิ่งสิอย่างนี้…..อยากได้ของที่อยู่สูงมันก็จะต้องพยายาม.......ถ้าอยากได้ของที่อยู่ต่ำๆมันจะไปได้แรงได้อย่างไร เรียกได้ว่าต้องมีเป้าหมายที่อยู่สูงกว่าความสามารถที่เป็นอยู่เสมอ เช่น ตั้งเป้าว่าจะไม่ตกวิชาเลข (ถ้ามั่นใจอยู่แล้ว ก็ให้ยกเลิก เปลี่ยนใหม่ ให้เป้าหมายนั้นเกิดความรู้สึก ไม่แน่นะ ต้องเหนื่อยนะ ต้องพยายามนะเป็นต้น
@ ต้องเห็นเป้าหมาย......ถ้าไม่เห็นมันก็ต้องมีอยู่ในจินตนาการ; หมาไม่เห็นเนื้อมันจะวิ่งเข้าหาไหมเนี้ย เอแล้วเราจะทำอย่างไรให้เห็นได้ตลอดเวลา หรือ อยู่ในความนึกคิดตลอดเวลา จนฝังลึกไปในจิตใจ.......
เราต้องมีภาพแห่งจินตนาการเพื่อเกิดแรงดึงดูด...........สรุปทำให้มันเป็นภาพขึ้นมาให้ได้และให้ภาพเกิดขึ้นมาพร้อมกับความอยาก  ดังเช่น ต้องจินตนาการให้เห็นภาพมะนาวให้ได้จนมีน้ำลายไหล เป็นต้น
เช่น เราอยากเอนต์ติด เราก็ต้องมีภาพจินตนาการเมื่อเราเอนต์ติดแล้วมีอะไรเกิดขึ้น....ให้มันภาพเคลื่อนไหวสู่ความรู้สึกเราให้ได้.....ลองทำดู .
ใช้เวลาหาสิ่งที่ต้องการ --->.ใช้เวลาคิดและจดว่าเมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีผลต่อความรู้สึกมากที่สุด -->แล้วนำมาวาดสร้างภาพที่ชัดเจนขึ้น ภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวก็ได้ แล้วนำมาจินตนาการแล้วจินตนาการอีก ทุกวันๆๆ ทุกครั้งที่หมดแรงใจ
; อาจจะต้องใช้เวลาคิดนานหน่อยสำหรับการคิดว่าเมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีผลต่อความรู้สึกมากที่สุด ;เช่น  คิดถึงภาพตอนไปดูผลสอบที่บอร์ด มีคนแห่กันมาดูเยอะแยะเลย ปรากฏว่ามีชื่อเรา นามสกุลเรา อยู่ที่บอร์ดด้วย เราจะบอกโทรไปบอกใครเป็นคนแรกหละ แม่นั่นไง บอกแม่ว่าอะไรหละ แม่ครับ แม่ครับ...........ลูกของแม่ติดแพทย์ด้วยหละ แพทย์ศาสตร์ศิริราช ด้วย เป็นต้น..........

ความรู้สึกหลังมีเป้าหมายแล้วเป็นอย่างไรบ้าง......มีPassion (ความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อเป้าหมาย) มากน้อยแค่ไหนแล้ว

….ถัดจากเป้าหมายคือเรื่องของความปรารถนาหรือความต้องการ.......เราต้องคอยดูนะ ว่าความปรารถนาอย่างแรงกล้าได้ตกลงไปหรือเปล่า และหมั่นหาวิธีการเพิ่มความปรารถนาอย่างแรงกล้าให้มีมากขึ้นในหลายวิถีทาง สรุปว่า ........แค่เห็นภาพที่สื่อถึงเป้าหมายก็จะเกิดความต้องการเองแหละ
Goal sign :
ภาพจากจินตนาการ ดังที่ได้บอกไว้แล้ว
ภาพหรือคำพูด : สร้างคำพูด = สิ่งที่ต้องการ + สิ่งที่ต้องทำ เป็นประโยคสั้น เข่น  ; เราจะต้องเป็นหมอให้ได้ ; เราจะ”บ้า”ขยันคลั่ง

                            NEVER HAVE GENIUS WITHOUT MADNESS

ภาพ หรือ คำที่สื่อถึงเป้าหมาย ให้นำมาแปะไว้ในที่ให้แน่ใจว่ามันสำคัญจริงๆๆ อย่างหมดใจ  แปะในทุกที่ที่ตาเห็น เช่น แว่นตา กระจก เพดาน ห้องส้วม หน้าทีวี หน้าจอคอม…Screen saver ….ข้อความเปิดเครื่องในมือถือ.....ปิดไว้ในนาฬิกาแขวน....ปิดไว้ในประตูเปิดเข้าออกห้อง
-เก็บ ข้อความไว้ติดต่อ....ใส่กระดาษสำคัญไว้ใน กระเป๋าสตางค์ กระเป๋านักเรียน....
-ถ้ากลัวจัด ก็เริ่มทำๆๆ เท่าที่ทำได้ ขอให้ได้ทำสักหน่อยก็ยังดี

อย่าลืม ....แรงใจจะเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีความรู้สึกอยากทำอย่างบ้าคลั่ง Madness or Passion ในสิ่งที่เราต้องการ
Passion ในการเรียนรู้ : ที่บอกๆมาก่อนหน้านี้ก็เป็นเรื่องของ passion ความอยากปรารถนาในเป้าหมายใหญ่ ส่วนเป้าหมายลองเราก็จำเป็นต้องมี passion  ด้วย OK ถ้าเราอยากเป็นหมอเราก็ต้องขยันเรียน  แล้วอย่างนี้ถ้าเราอยากเป็นแต่เราไม่อยากเรียนขึ้นมาทำไงหระ ...ก็คงไม่ได้ ...จำเป็นต้องปรับความคิดให้เป็นไปในทางเดียวกัน  คือ ถ้าอยากเป็นหมอ ก็ต้องอยากเรียนด้วย ...อยากรู้อยากเห็น สงสัย ขอบ สนุก : Passion ในการเรียนจริงๆ เพราะ เรียน ก็แปลว่า จะได้รู้  อยากเรียน ก็แปลว่าก็ต้องอยากรู้ด้วย.....ทำไมนะ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ได้ไง ตื่นเต้นจัง ขนาดนั้นเชียว สนุกจัง มันดี เนื้อหาเยอะแต่น่าสนใจดี เป็นต้น .....ดังนั้น จำเป็นต้องกระหายอยากเรียนรู้ ยิ่งถ้าเราเรียนรู้ด้วยความชอบ เราก็จะหมกมุ่นกับมันได้ง่ายและมีความสุขสนุกจากการเรียนไปด้วย

================================================
2. Self (Feeling of I can)
= เราต้องสร้างความเชื่อมั่นมั่นใจในตนเอง ….เรียกง่ายๆๆ ว่าต้อง self, ถึงจะมีแรงขึ้นมาทันที
เราต้องมีความรู้สึกว่าทำได้ในเรื่องที่ต้องทำ....คือ ต้องมีความรู้สึกออกมาว่าเรื่องที่ต้องทำนี้
“เราทำได้ เราทำได้” = “Feeling of I can”
-มีการวิจัยทางการแพทย์ พบว่า คนไข้ที่คิดว่าโรคของเขาจะหายได้  มีผลการรักษาดีกว่ากลุ่มคนไข้ที่คิดว่าโรคจะไม่หาย.............(สรุปได้ว่า ความเชื่อมั่นทำให้แรงใจดี และมีผลต่อการรักษาด้วย)

...เอ แต่ว่า ยังไม่มีวิจัยนะว่า กลุ่มนักเรียนที่คิดว่าจะเอนต์ติด เอนต์ติดได้มากกว่าอีกกลุ่ม !!!
ก็คงไม่ถึงกับต้องทำวิจัยนะ.......แค่นี้ก้อเชื่อได้แล้วว่า  จะมีแรงใจขึ้นมาได้ก็ต้องมี Feeling of I can
ดังนั้น ใครที่อยากเป็น..เช่นอยากเป็นหมอ ก็ต้องมีความรู้สึก ว่าเราจะเป็นหมอได้ เราจะทำได้
ระดับของรู้สึก (Feeling level) =
1.ถ้าไม่เชื่อว่าทำได้ ก็จบเห่..........แทบไม่มีทางเป็นไปได้หากไม่เชื่อเลย ; มันจะมีความรู้สึกทำไปก็ไร้บอย เสียเวลาเปล่าๆ
2.ถ้าเชื่อ ก็ต้องมาดูว่าเชื่อมากน้อยแค่ไหน...............เชื่อแค่เล็กน้อยไม่มีทางทีจะทำให้มีแรงใจขึ้นมามากได้
ดังนั้น  คือ เราต้องเชื่อและเชื่ออย่างจริงจัง……………………
วิธีการ :
1.ถ้าใครไม่มีแรงใจในการเรียน เพราะขาดซึ่งความเชื่อมั่นในตนเอง ก็ให้รองมองหา....ความเป็นไปได้แห่งการเรียนเก่งดู ลองคิดทบทวน สมการที่บอกว่า ถึงโง่ ก็เรียนเก่งได้สิ เก่ง = Time X IQ
สรุป สร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง ว่า ขอแค่ทุ่มเทเวลาก็จะทำให้เราได้ในสิ่งที่เราต้อง
(นี่ถ้าทำด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้านี่ยิ่งแล้วใหญ่)
2.เพิ่มระดับความเชื่อขึ้นทุกวันทุกวัน ด้วยการ
-เริ่มการกระทำเพียงเล็กน้อย สร้างความสำเร็จเพียงเล็กน้อย ทุกวันๆ ก็จะเพิ่มความมั่นใจขึ้นเรื่อย เช่น ถ้าอ่านหนังสือ 14 วันติดต่อกันได้ วันละ 3 ชม ดังนั้นถ้า อ่านติดต่อกัน 1ปี ก็น่าจะมีโอกาส  เป็นต้น
-ตอกย้ำความมั่นใจ ว่า เราทำได้ เราทำได้ ....ในทุกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ อย่างเช่น การอ่านหนังสือวันละ 3 ชม ; เราอ่านได้ เราอ่านได้ และจะอ่านให้ได้เผื่อวันพรุ่งนี้อีก   , เรื่องนี้ยากจัง....แต่ว่าเราต้องเข้าใจมันให้ได้ เราทำได้ เราจะทำมันให้เข้าใจ สุดท้ายเราจะต้องเข้าใจ และจำได้ด้วย เป็นต้น

3.ต้องเชื่อในสิ่งที่เห็น  : เชื่อว่าเราทำได้มันจะเห็นได้อย่างไรหละ......เชื่อว่าเราเอนต์ติดแพทย์ได้ ดังนั้นต้องไปซื้อชุดหมอ มาใส่หรือเปล่า อันนี้ก็คงไม่ใช่ ..มันหมายความว่า...เราต้องเชื่อในสิ่งที่เราจะทำต่างหาก ว่าจะทำให้เราเอนต์ติดได้ “เห็นเห็น”  ,  ชนะเห็นเห็น.....ตกลงเห็นหรือเปล่าเนี่ย  สรุปทำให้มันเห็นสิด้วยการกระทำ......จนสามารถบอกได้ว่าเราทำได้เห็นเห็น

4.ความเชื่อมั่น อีกอย่างหนึ่ง คือ ความเชื่อมั่นว่าจะ control ชีวิตด้วยตัวของเราเอง ไม่ยอมให้ใครหรือสิ่งใดมามีอิทธิพลเหนือความคิดตัดสินใจของเรา เช่น ถ้าโดนชวนเที่ยวตื๊ออยู่ตลอด เราก็ต้อง self ทีจะบอกว่าไม่ ยังไงก็ไม่ ให้เกิดว่า ชีวิตเรา ถูกเรา control เป็นหลัก ไม่ใช่คนคื่น....

อย่าลืม สร้างความคิดให้เชื่อมัน และเน้นย้ำ............อย่างน้อย 14 วันถึงจะทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดลึกเข้าไปในจิตใจจริงๆๆ
                                 ความคิด -->14 days --->นิสัย

==================================================

3. Positive thinking (positive thinking ability)
= เราจำเป็นต้องมีความสามารถในการคิดบวก ที่สามารถคิดได้ว่า
@คิดอย่างไรก็ได้ให้เป็นบวกต่อจิตใจ ที่ให้มีผลต่อการกระทำให้เชิงบวก
@ คิดอย่างไรก็ได้ให้ชนะความคิดในแง่ลบ
ความคิดเชิงบวกจะ ส่งผลสู่การกระทำภายนอก (แรงกระตุ้น)  + ส่งผลสู่ภายในร่างกาย
Positive thinking --->; Motivation + Good health
ส่งผลสู่ภายในร่างกาย ได้อย่างไร : เมื่อเราคิดดี คิดในแง่บวกได้ ร่างกายจะมีการหลั่ง hormone ที่ตอบสนองต่อความคิดขึ้นมา เช่น endorphins, cortisol  ซึ่งมีผลต่อร่างกายในทุกระบบ เช่น ถ้าเราสามารถคิดวิธีที่ทำให้เรียนสนุกได้ ร่างกายก็จะหลั่งสานที่ประสานงานต่อร่างกายให้เกิดการตอบสนองตอบรับไปในทางที่ดี ได้
ดังนั้น นอกจากคิดดีจะทำให้มีผลเกิดแรงใจ แล้วยังทำให้เกิดแรงกายที่ดีอีกด้วย
โดยทั่วไปแล้ว สมองเราจะมีเรื่องคิด อยู่2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่เป็นบวกต่อจิตใจ กับ เรื่องที่เป็นลบต่อจิตใจ กับ 
ประเด็น ที่สำคัญคือ
@คิดอย่างไรก็ได้ให้เป็นบวกต่อจิตใจ ที่ให้มีผลต่อการกระทำให้เชิงบวก
@ คิดอย่างไรก็ได้ให้ชนะความคิดในแง่ลบ
แรงใจมักจะถูกตัดรอนเมื่อเจอ สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น....อันนี้สำคัญมาก :  ดังคำกล่าวที่ว่า
“มันไม่สำคัญหลอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา แต่สำคัญที่เราจะตอบสนองมันอย่างไร”
- สิ่งสำคัญที่เราต้องคิดถึงเสมอ คือ คิดถึงสิ่งดีๆที่เราจะทำหรือได้ทำเพื่อเป้าหมาย
- คิดที่ก่อให้เกิดความมั่นใจ ;
- คิดถึงความโชคดีที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา
- คิดถึงคนที่โชคร้ายกว่า มีโอกาสน้อยกว่าเรา                                                                                                                                 
สิ่งสำคัญที่ต้องหยุดคิด คือ ความคิดในแง่ไม่ดี แถมยังเกิดในเรื่องที่ไม่สำคัญอีก แต่เราดันไปใส่ใจ
เช่น เครียด เรื่องไม่มีแฟน , เครียดเรื่องแพ้กีฬา , เครียดเรื่องไม่ได้ดูละคน
- เทคนิคสำคัญ คือ ต้องบอกกับตัวเอง “ว่ามันไม่สำคัญ สิ่งสำคัญสำหรับฉันคือ.....” เป็นต้น

สรุป คิดอย่างไรก็ได้ คิดให้เป็นบวกต่อจิตใจ………..หลายครั้งเราขาดแรงใจที่จะเรียน เนื่องจากเราติดกับดักของความคิดในแง่ดี แล้วเราไม่สามารถหาความคิดในแง่บวกมาทำให้หลุดพ้นไปได้

================================================
4. Magic word (Motivation word)
เราต้องมีคำพูดที่สามารถถูกดึงมาใช้กระแทกที่หัวใจในยามที่หมดแรง หรือท้อแท้ หรือเพื่อ maintain สิ่งดี่ที่เราๆกำลังทำอยู่ (Magic word = คำคม คำกระตุ้นหัวใจ)
จาก  Positive thinking-->;Positive sentence (magic word) --->; Available for use

Magic word
เป้าหมายที่ก่อให้เกิด passion
ความเชื่อมั่น
คำคม
ความโขคดี
สรุป เราคิดเป็นคำพูด ในหลายๆครั้ง และคำพูดที่ถูกคิดอยู่ในสมอง จำเป็นว่าต้องมีสิ่งดีๆ เป็นสิ่งดีๆ

=============================================
5. Hero
= เราจำเป็นต้องมีต้นแบบ เพื่อให้จิตใจเราเกิดความอยากเป็นบ้าง หรือ ความรู้สึกว่า เขาทำได้ เราก็อยากทำได้อย่างเขาบ้าง
-มีบุคคลตัวอย่าง , มีบุคคลให้กำลังใจ หรือเป็นกำลังใจ หลายคนนะครับที่ขาดซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง อาจจะเริ่มจากตรงนี้ คือ หาที่พึ่งว่า เราจะพึ่ง pattern สิ่งที่ดีๆจากคนนี้ เป็นต้น  ถ้าเรามองเห็นใครที่เป็นต้นแบบให้เราได้ และรู้สึกว่าอยากเป็นอย่างเขาจริง เช่น รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ ,เพื่อนเราที่เรียนเก่งขยัน ,ความฉลาดเก่งของอาจารย์ที่สอนเรา ,ดาราที่ขยันอ่านหนังสือตั้งใจเรียนการศึกษาสูง,นักฟุตบอลที่ทุ่มทและมองโลกในแง่ดี   เราก็จะเกิดความขยันว่าเราต้องทำให้ได้อย่างเขาบ้าง
-พี่ มี Idol เรื่องคนที่ขยันคนหนึ่งที่อ่านหนังสือได้วันละ 16 ชม. เขาทำได้เราก็น่าจะทำได้บ้าง ใกล้เคียงก็ดี 
-บางทีถ้าเราไม่เห็นใครเลยก็ลองไปหาหนังสือ ที่รวบรวมคนที่ประสบความสำเร็จในอดีดต่างๆว่าเขามีวิธีการอย่างให้กลายมาเป็นคนพิเศษขี้นมา เช่น เอดิสัน ที่พยายามที่จะหลอดไฟแต่ก็ล้มเหลวเป็นพันครั้งก็ไม่เคยย่อท้อหากแต่มองเห็นขอดีอีกว่า อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าสิ่งทีใช้ทดลองไปนั้นยังไม่ใช่

สรุป มองหา Hero ......บอกข้อดีของเขาที่เราอยากเป็น
  หาสิ่งดีที่เราอยากทำ...แล้วมองหาคนที่ทำได้ เป็น Hero

===============================================
6. Backup
= ต้องมีคนที่เป็นกำลังใจให้
คนไข้ที่ไม่มีคนเฝ้า ก็จะมีความรู้สึกห่อเหี่ยวไม่ร่วมมือในการรักษา อยากตายมากกว่าอีกกลุ่มที่มีคนเฝ้าคนให้กำลังใจ เช่น มาบอกว่า ป๊าจะหายนะ ป๊ากินเยอะนะ เป็นต้น
เช่นกัน ในชีวิตการเรียน เราก็ต้องการคนมาเป็นกำลังใจให้เหมือนกัน ถ้ามีคนรักเรา คิดดีต่อเรา หวังให้เราได้ดี เขาก็จะมอบจิตใจและคำพูดดีๆให้กับเราเก็บมาเป็นแรงบันดานใจ คนที่สามารถเป็นกำลังใจให้เราได้ ต้องเป็นคนที่มีความสำคัญต่อเราจริง
เราจำเป็นต้องสามารถนึกถึงคนที่ให้กำลังใจเราได้เมื่อยามเราท้อแท้ หรือต้องการแรงใจ บางทีเรานึกถึงหน้าเขาอาจจะไม่เพียงพอ เราต้องนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เขาได้เคยสร้างให้เราเกิดแรงใจ
บุคคลแรงใจ ได้แก่ พ่อ แม่ ญาติ อาจารย์ เพื่อน รุ่นน้อง หรือใครก็ตาม ที่ปล่อยคำพูด หรือส่งแรงใจให้เรา นอกจากพ่อแม่แล้ว พี่ยังจำได้ถึงคำพูดอาจารย์ที่ชมพี่ตอนเด็ก แม่เป็นอาจารย์ไม่กี่ท่านแต่ก็ทำให้พี่มีแรงใจเยอะขึ้นมา
อีกอย่างหนึ่งที่เราต้องคิด ขึ้นมาหลังจากที่เรามีคน backup คือเราต้องบอกกับตัวเองว่า เราจะขยัน เราจะทุ่มเทเพื่อเขา เพื่อตอบแทนในความหวังดี โดยเฉพาะกับ พ่อแม่ ทีเราต้องตอบแทนท่านด้วยความขยัน สร้างความภาคภูมิใจในตัวเราให้กับท่าน ให้รู้สึกว่าเราไม่ใช่แค่ ลูกของคนธรรมดาอีกคนหนึ่ง
= ต้องมีเหตุการณ์ที่เป็นกำลังใจให้กับตัวเอง
ความภาคภูมิใจในชีวิตอันเกิดจากการกระทำ โดยตัวของเราเอง ซึ่งเมื่อมามองย้อนหลังจะทำให้เกิดแรงใจขึ้นมาได้อีก ว่า เราเคยสร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเองได้ ต่อไปเราก็จะต้องทำให้ได้อีก นั่นเป็นเหตุผลที่ เราต้องนำเกียรติบัตร ยอมเสียเงิน ไปทำกรอบมาประที่ผนัง ว่าเราก็ทำได้
สำหรับคนที่ไม่มีเลยหรือนึกไม่ออกให้รองสร้างกระดาษ A4 แล้วบันทึกจำนวนการอ่าน แล้วตั้งหัวข้อว่า ผลงานการอ่านหนังสือของเราที่เราไม่เคยทำได้มากมาก่อนในชีวิต ทำเป็นข้อมูล 1 เดือน เมื่อใดที่เราท้อแท้ใจก็ให้เอากระดาษบันทึกนี้มาดูว่า เราสามารถทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ สิ่งนี้เป็นผลงานของความขยันของตัวเอง

พยายามบันทึกจดจำเหตุการณ์ดีๆที่เกิดขึ้นให้เราได้นำมาคิด เป็นกำลังใจ เพี่มแรงใจในการเรียนรู้นะ

================================================
7. Challenge
= ต้องมีความสามารถในการท้าทายตัวเอง หาความแปลกใหม่ให้กับตัวเองได้
บางทีเราก็มีชีวิตผ่านไปวัน จนทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากทำขึ้นมาได้ ดังนั้นความสามารถในการหาสิ่งใหม่ ท้าทายตัวเองจึงเป็นเรื่องทีสำคัญที่จะทำให้เกิดแรงใจขึ้นมาได้ มันคงเป็นเรื่องยากลำบากถ้าเรามัวอยู่กับสิ่งเดิม
บางคนหาความท้าทายในเป้าหมาย เช่น จะทำให้ดีกว่าที่ผ่านมา จะทำในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยทำได้มาก่อน เปลียบเสมือนเป็นการตั้งเป้าหมายย่อย
บางคนหาความท้าทายแปลกใหม่ให้กับตัวเอง โดยการเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น จากเชื่องช้า มากระฉับกระเฉง
เรื่อง challenge ในการเรียนรู้ เช่น สร้างสถิตในการหนังสือในชีวิตตัวเองใหม่ขึ้นมาก การสร้างสถิติการนอนน้อยได้ การหาสถานที่ในการเรียนรู้ใหม่ๆ เปลี่ยนที่นอนเป็นห้องสมุด เปลี่ยนห้องสมุดเป็นบ้าน เปลี่ยนห้องน้ำให้เป็นห้องท่องศัพท์ เปลี่ยนรถเมย์เป็นห้องแห่งการวางแผนอนาคต

============================================
8. Angry or Fear
= ต้องสามารถเปลี่ยนความโกรธหรือความไม่พอใจเป็นแรงผลักดันในการเรียนได้
หลายครั้งที่เราโกรธเกลียด หรือไม่ชอบใคร ความคิดเรามักจะไปวงเวียน อยู่กับการแก้แค้น มันจะเกิดแรงมหาศาล สูบฉีดเลือดขึ้นมา โดยเฉพาะถ้าความโกรธเกิดจากการดูถูกดูแคลนตัวของเรา สิ่งนี้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแนวคิดใหม่ดู

เช่น โดนด่าว่าโง่หลายยังไม่อ่านหนังสือ , มีความคิดอิจฉาชีวิตคนอื่น เป็นต้น ให้ลองเอาความคิดที่ไม่พอใจเหล่านั้นมา แก้แค้นด้วยความขยันเรียน เอาชนะทางการเรียนดีกว่า ครั้งหนึ่ง พี่เคยโดนว่าว่าเป็นเด็กบ้านนอกไม่มีทางสู้เด็กกรุงเทพได้หลอก เป็นเด็กปลายแถวของเด็กกรุงเทพ ทำให้พี่โกรธเก็บกดอยู่ในใจ สร้างความรู้สึกว่าไม่ได้เราไม่ใช่เด็กธรรมดาคนหนึ่ง เราต้องปิดปากคนว่าเราด้วยความขยัน...ทำให้มีแรงใจขึ้นมา ...แรงใจจากความโกรธ  .สุดท้ายก็ทำได้

รองเก็บคำด่าที่มีผลจิ๊ด ต่อจิตใจ แล้วเก็บเป็นคำท้าทาย หรือ คำที่เสียดแทงใจ ว่าจะสู้และไม่ยอมจำนนต่อคำท้า
นำคนที่น้องอิจฉามากที่สุดในชีวิตมาเป็นคู่แข่งในการขยันเรียนดู

==============================================
9. Reward
= ต้องให้กำลังใจกับตัวเองได้ หรือสร้างสิ่งที่เป็นกำลังใจให้กับตัวเอง
เราอาจจะเคยได้ยินเรื่อง positive reinforcement ก็คือการทำควบคู่ไปกับการให้ reward รางวัลไม่ว่าจะเป็นคำพูด หรือ สิ่งของอะไรก็ตาม
การให้กำลังใจเมื่อทำดีด้วยคำพูด เป็นสิ่งที่พวกเราต้องฝึกหัดทำให้ได้ เช่น เราอ่านหนังสือ ก็ต้องบอกชมต้วเองให้ได้ว่าทำได้ ดีมาก เยี่ยมมาก ทำในสิ่งที่ถูกแล้ว เป็นต้น
การให้กำลังใจเมื่อทำดีได้ ด้วยสิ่งของหรือการเที่ยว เช่น จะซื้อเสื้อให้กับตัวเอง  จะไปดูหนังหลังอ่านหนังสือเสร็จ ดูบอลหรือคุยโทรศัพท์ได้ถ้าวันนี้อ่านครบ 3 ชม เป็นต้น
พี่ว่ามันเป็นสิ่งที่ให้กำลังใจเราได้ไม่มากนักในแต่ละครั้งที่เราให้ reward กับตัวเอง แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ พี่ถูก ตั้งเงื่อนไขมาตั้งแต่เด็ก จนเกิดเป็นนิสัย แต่ว่ามันเป็นการตั้งเงื่อนไขจากแม่ ว่าห้ามดูทีวีหากยังไม่อ่านครบ 2 ชม พี่ก็จำเป็นต้องอ่าน อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง หลับบ้าง จนเกิดเป็นนิสัยว่าต้องอ่านถึงจะพักผ่อนได้ และอ่านหนังสือจนติดขึ้นมา

=============================================

10. Simplify and  art
= ต้องมีความสามารถทำให้ง่ายได้และดูมีศิลปะ
Albert Einstein : Everything should be as simple as it is, but not simpler
            
Simplify :อุปสรรคอย่างหนึ่งในการเรียนคือมองว่าการเรียนเป็นเรื่องยาก เป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงอย่างหนึ่ง ยิ่งอุปสรรคสูงมากเท่าไหล่ ความเชื่อมั่นต่อแรงใจของเราก็จะเริ่มถดถอย ยิ่งถ้างานนั้นเป็นงานน่าเบื่อด้วยแล้วก็ตาม บางทีเราต้องคิดหาวิธีที่จะทำให้มันง่าย ขึ้นมาก่อนก็ได้เมื่อขาดแรงใจที่จะทำ เช่น ศัพท์เอนต์ 3,000 คำเราอยากจะท่องให้ได้ในเวลาที่เร็วที่สุด ถ้าใช้เวลาท่อง 1 วันคงไม่ได้หลอก มันจะเกิดความท้อแท้ไม่อยากท่องเพราะมันเยอะมาก แต่ถ้าเรารองแบ่งดู เช่น ท่องเป็นวันละ 100 คำ 30วันก็ได้แล้ว (พี่ก็ใช่ช่วงเวลาปิดเทอมท่องวันละ 100 คำ วันแรกเราก็ท้อเหมือนกัน ถ้าเรามองว่าเหลืออีก ต้อง 2000 กว่าคำที่ยังไม่ท่อง เราก็ต้องคิดในแง่บวกให้ได้ว่าเราท่องมาได้ 100 กว่าคำแล้วนะ ถ้าท่องแล้วลืมหละ ก็คิดว่าอย่างน้อย 70% ต้องจำได้บ้างหละ จำไม่ได้ก็คุ้นๆบางหละเป็นต้น  แล้ว 100 คำใน 1วันไม่เยอะไปหรอ ที่จริงถ้าตั้งใจท่องก็ 5 ชมก็จะจำได้เป็นอย่างดี ชมละ 20 คำ 1คำต่อ5นาที ......พี่มีเครื่องอัดเสียงแล้วมาเปิดท่องด้วยยิ่งทำให้ง่ายขึ้นใหญ่ บวกกับพี่ชอบหาเทคนิคในการจำแต่ละตัวทำให้จำได้ง่าย)
Art : บางทีการเรียนบางอย่างก็เป็นเรื่องน่าเบื่อหากเราไม่สามารถสร้างความอยากเรียนในวิชานั้นได้ แต่ถ้าเราสามารถคิดได้ว่ามันสนุก มันทำให้เป็นเรื่องสนุกได้ มันก็จะมีแรงใจในการเรียน เหมือนกับ ให้เราเรียนชีวะ อ่านแล้วท่องมันก็คงไม่สนุกเท่าไหล่ มันต้องสร้างความสนุกในการเรียนให้เป็น เทคนิคน่าจะพอมีอยู่บ้าง เข่น การเรียนอย่างมีส่วนร่วม พยายามใช้มุกเล่นมุกการเรียน จดบันทึกด้วยปากกาสีสัน สร้างการจำด้วยการสร้างเป็นกลอน เป็นเพลงเป็นคำคล้องจอง

บางทีเราอาจต้องสร้างแรงจูงใจในการเรียนจากสิ่งที่ชอบไปด้วยกัน เช่น ฟังเพลงไปด้วยอ่านไปด้วย อ่านหนังไปด้วยร้องเพลงไปด้วย อ่านไปด้วยดูหนังไปด้วย เป็นต้น.....เพลงที่พี่ชอบเปิดฟังสร้างแรงจูงใจ ก็คือ เพลงเล่นของสูง ของ bigass..ฮือๆๆ

================================

10 อย่างสำหรับกระตุ้นสร้างแรงใจก็จบลงแล้ว
ไม่รู้ว่าจะพอกระตุ้นคนที่อ่านนี้ได้หรือไม่นะ รองทบทวนตั้งคำถามกับตัวเองเมื่อท้อแท้ ขาดแรงใจดูว่าเรา มี motivation thing เหล่านี้ไหม
1.เรามีเป้าหมายให้เราอยากเรียนรู้ไหม
2.เรามีความเชื่อมั่นในตนเองหรือไม่
3.เราคิดในแง่ดีได้ไหม
4.เรามีถ้อยคำที่เป็นแรงบันดานใจหรือไม่
5.เรามีใครที่เราอยากจะเป็นอย่างเขาให้ได้หรือไม่
6.เรามีใครหรือสิ่งใดที่เป็นกำลังใจให้เราหรือไม่
7.เราคิดหาสิ่งแปลกใหม่ให้กับตัวเองได้ไหม
8.เราอิจฉาโกรธเกลียดใครที่ดูถูกเราหรือไม่
9.เราได้ให้กำลังใจกับตัวเองหรือไม่เมื่อเราทำสิ่งที่ดีๆ
10.เราทำให้สิ่งที่เราทำเป็นงานที่ง่ายขึ้นน่าเรียนรู้มากขึ้นได้หรือไม่

รองเขียนในกระดาษแข็ง A4  เขียนหัวข้อว่า :  "เหตุผลที่เราอยากเรียนเก่ง"
- อยากเรียนเก่งเพื่อที่เราจะได้.........(เป้าหมาย)
- อยากเรียนเก่งเพื่อ...(ใคร)
- อยากเรียนเก่งเหมือน....(ใคร)
- อยากเรียนเก่งเพื่อท้าทายศักยภาพของตัวเอง
- อยากเรียนเก่งเพราะกลัว
- อยากเรียนเก่ง...