Brain Exercise ออกกำลังสมอง

การออกกำลังกายเป็นเทรนด์ที่มาแรงทุกยุคทุกสมัยเลยนะคะ แต่จริงๆ แล้วนอกจากร่างกายต้องการการออกกำลังแล้ว...สมองของเราก็ต้องการการออกกำลังเช่นเดียวกันค่ะ

เมื่อก่อนเราพากันเชื่อว่า การฝึกสมองให้ดี ให้ฉลาด ให้ว่องไวนั้นเราต้องฝึกที่สมอง...ฝึกที่กระบวนการคิด ถ้าเป็นเด็กก็ทำให้การบ้านเยอะๆ ทำแบบฝึกหัดเยอะๆ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็ให้อ่านหนังสือเยอะๆ ยากๆ ทำงานมากๆ แล้วก็จะเก่งไปเอง แต่งานวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับสมองเริ่มออกมาบอกว่า...เราคิดผิดไปแล้วค่ะ เพราะว่าสมองของเรา จะดีเองโดยตัวของเขาลำบากมาก เพราะสมองกับร่างกายเป็นเหมือน “แฝดสยาม” ที่แยกออกจากกันไม่ได้เป็นอันขาด อะไรที่สมองคิด จะส่งผลถึงร่างกาย และอะไรที่ร่างกายจะทำจะส่งสัญญาณถึงสมอง ดังนั้น การเคลื่อนไหวร่างกายให้เป็น จึงเป็นกุญแจอีกดอกหนึ่ง ซึ่งไขไปสู่อัจฉริยภาพของมนุษย์ได้เลยทีเดียวนะคะ

จริงๆ แล้วตั้งแต่วัยทารกเป็นต้นมาที่พวกเราต้องการการเคลื่อนไหวเพื่อเรียนรู้สภาพแวดล้อม เริ่มจากการขยับแขนขยับขาแบบ “มั่วๆ” หยิบนู่นหยิบนี่มาใส่ปากบ้าง โยนแกว่งไปมาบ้าง...แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตแบบมนุษย์เรานี่เรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายแท้ๆ เลยทีเดียวและพอโตขึ้นมาอีกสักหน่อย เด็กๆ เริ่มคลาน...คราวนี้คลานไปทุกที่เลยค่ะ เพื่อหยิบจับสิ่งของเพื่อนำมาเรียนรู้ในรัศมีที่ยิ่งกว้างออกไปอีก และพอเริ่มวิ่งได้ คราวนี้ยิ่งห้ามไม่อยู่เลยค่ะ ทั้งวิ่ง ทั้งกระโดด ทั้งปีนป่าย...หนูดีอยากให้ลองสังเกตว่า เด็กเล็กๆ เรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวไปโดยธรรมชาติกำหนด...คือ พูดง่ายๆ ว่า ชาติพันธุ์เราถูกกำหนดมาว่าให้เคลื่อนไหวมากๆ และธรรมชาติก็ตอบแทนเราด้วย สารเคมีความสุข จำพวกเอนดอร์ฟิน และโดพามีน เมื่อเราขยับเขยื้อนออกกำลัง ...และเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ ความต้องการการเคลื่อนไหวก็ไม่ได้หายไปไหนนะคะ แต่เราสามารถเก็บกดเขาไว้ได้ แต่การเก็บกดสิ่งใด ก็มักมีผลร้ายตามมาเมื่อนั้น ซึ่งอาจจะไม่แสดงออกในรูปแบบที่เห็นได้ชัด แต่ก็อาจเป็นในลักษณะการสมองตื้อ เบื่อๆ เซ็งๆ ไม่อยากเรียน ไม่อยากทำงาน...เพราะสารเคมีความสุขไม่ได้ถูกหลั่งออกมาตามธรรมชาติ

สารเคมีความสุขเหล่านี้ เป็นสารเสพติดนะคะ มีรูปแบบโมเลกุลใกล้เคียงกับยาเสพติดราคาแพงที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด...เพราะฉะนั้นพวกคนทำงานด้านสมองอย่างหนูดีและเพื่อนๆ นักวิจัยมักจะชอบแซวกันว่าเปลืองเงินไปเสพยาทำไม แถมเสี่ยงติดคุกอีกต่างหาก ของแบบนี้เราผลิตเองก็ได้ คาเราไปออกกำลัง แค่เราลองเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ผ่านการเคลื่อนไหวเราก็มีแล้ว ...รู้ไหมคะว่า พ่อค้ายาเสพติดรายใหย่ที่สุดในโลกอยู่ในสมองเรานี่เองค่ะ ...และนี่คือเหตุผลที่หนูดรเรียนเต้นไปเสียแทบทุกอย่าง ตั้งแต่บัลเล่ต์ ซัลซา เบลลี่แดนซ์ อาฟริกันแดนซ์ ไปจนถึง โยคะ พิลาติส และชี่กง ทุกทีที่ออกกำลังกายเสร็จ หนูดีจะรู้สึกเหมือนได้เกิดไหม่อีกครั้ง รู้สึกชีวิตมีความหวัง มีพลังสดใส...และหนูไม่ได้รู้สึกไปคนเดียวนะคะ มีรายงานจากนักกีฬาที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก บอกว่า เขารู้สึกสดชื่นในลักษณะนี้ หลังจากการแข่งขันหรือการซ้อมหนัก...แปลว่าสมองเราเสพสารนี้ไปจนเต็มอิ่ม หนูดีขออนุญาตเรียกสารนี้ว่า “ยาเสพติดไร้โทษ” ก็แล้วกันนะคะ หรือ “ยาเสพติดไม่ต้องเสียเงิน”

Brain Tips

รู้ไหมคะว่า สารเคมีความสุขที่เราเรียกกันว่า “เอนดอร์ฟิน” นั้น หลั่งออกมาเมื่อเราขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกาย ทำท่าเบรนยิม ฯลฯ ...แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ งานวิจัยหนึ่งบอกว่า แค่คนเรา “คิด” ว่าจะไปออกกำลังกายนั้น ร่างกายเราจะหลั่งสารความสุขนี้ออกมาให้แล้วค่ะ ...พวกเหล่าลูกศิษย์ที่ไม่ชอบออกกำลังของหนูดีได้ยินงานวิจัยเลยได้ที ถามหนูดีว่า “ถ้าอย่างนั้น แค่คิดก็พอแล้วใช่ไหมครับ” ...จริงๆ แล้วการ “คิด” เป็นการเริ่มต้นที่ดีแต่มันไม่เพียงพอนะคะ ยิ่งเคลื่อนไหวมาก ยิ่งได้เสพสารความสุขมาก...เพราะฉะนั้น ถ้าคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี เพื่อบำรุงสมอง หนูดีแนะนำให้ลุกจากโต๊ะเลยตอนนี้ แล้วเดินออกไปหายใจลึกๆ บิดขี้เกียจในสวนหลังบ้านสักสองสามนาทีก็สมองสดใส ดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ

แต่แปลกนะคะ ของดีๆ ที่ร่างกายเราผลิตเองได้แบบนี้ คนกลับไม่ค่อยใช้กัน แล้วพอนั่งเฉยๆ ก็บ่นกันว่า..คิดไม่ออก กลัว ผัดวันหระกันพรุ่ง วิตก กังวล อารมณ์ไม่ดี...สารพัดที่จะเป็นกัน ทั้งๆ ที่เรารู้วิธีทำงานของสมองเราจะรู้ว่า การนั่งนานๆ ต่อไป ไม่ว่าหน้าคอมพิวเตอร์ หรือ หน้าสมุดการบ้านนั้น ไม่ช่วยอะไรเรา เท่ากับการตัดสินใจ...ลุกขึ้นยืนแล้วเคลื่อนไหวไปมาง่ายๆ แม้แต่การบิดขี้เกียจในกรณีนี้ ก็ยังบำรุงสมองมากกว่าการฝืนนั่งต่อไปแล้วคิดไม่ออกตั้งมากมาย เพราะฉะนั้น คนเป็นพ่อแม่ ควรฝึกให้ลูกเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ แต่ที่สำคัญก็คือคนที่เป็นพ่อแม่นั่นเองค่ะที่ต้องฝึกตัวเอง จัดเวลาให้ออกกำลัง ...เพราะเราคงไม่สามารถฝึกอัจริยภาพด้านร่างกายให้ลูกได้ หากเราไม่มีเองเสียก่อน...ตรรกะง่ายๆ ค่ะ “เราไม่สามารถให้ในสิ่งที่เราไม่มีได้”

วันนี้ หนูดีเลยมีท่าฝึกบริหารสมองสนุกๆ หกขั้นตอนมาให้ลองทำกันดูนะคะ ...เป็นหกท่าทางด่วนสู่สมองไบรท์ที่หนูดีใช้เองเป็นประจำเพื่อบำรุงสมอง ทุกครั้งที่ทำเสร็จ รับรองว่ารู้สึกดีแน่ๆ ค่ะ

ขั้นที่หนึ่ง “ดื่มน้ำเปล่า” ...แค่เรายกมือขึ้นป้อนน้ำตัวเองก็ทำให้สารเคมีในสมองส่งถึงกันได้ดีขึ้นแล้วค่ะ ดังนั้นก่อนการออกกำลังทุกชนิด ให้ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องก่อนเลยนะคะ

ขั้นที่สอง “นวดปุ่มสมอง” ...เอามือข้างซ้ายของเราวางไว้ที่ท้องนะคะ หายใจเข้าออกช้าๆ ให้รู้สึกว่า มือของเราเคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นจังหวะแล้วเอานิ้วชี้กับนิ้วโป้งขวานวดวนเบาใต้กระดูกไหปลาร้า ...เสร็จแล้วนวดวนที่ริมฝีปากบนและล่าง ท่านี้อย่าลืมนั่งหลังตรงเพื่อขยายความจุปอดด้วยนะคะ...ท่านี้ช่วยเรียกอาหารสมองชั้นดี คือ ออกซิเจนเข้าสู่ระบบการหายใจค่ะ

ขั้นที่สาม “เคลื่อนไหวสลับข้าง” เป็นการข้ามเส้นแบ่งกึ่งกลางกายระหว่างสมองทั้งสองซีก ทำให้เขาส่งข้อมูลผ่านถึงกันได้ดีขึ้นค่ะ โดยการเอามือซ้ายไปแตะร่างกายซีกขวาแตะร่างกายซีกซ้ายเบาๆ เช่น แตะเข่า แตะข้อศอก แตะหัวไหล่ ทำเข้ากับจังหวะเพลงก็ได้ค่ะ

ขั้นที่สี่ “ท่าเกี่ยวตะขอ” เป็นท่าที่ทำให้วงจรไฟฟ้าในร่างกายสมบูรณ์ค่ะ โดยเรานั่งหลังตรง เท้าวางสบายๆ หายใจเข้าออกลึก แล้วเอามือมาประกบกันหลวมๆ ให้ปลายนิ้วแตะกันเบาๆ จะช่วยให้เราคิดในเชิงบวกได้ดีขึ้นมากเพราะสมองเราสมดุลขึ้น

ขั้นที่ห้า “นวดจุดบวก” สมองส่วนหน้าของเราทำงานหนักมากในการคิด เพราะฉะนั้นการนวดลงไปที่หน้าผากตรงๆ ก็ช่วยมากเลยค่ะเราจะเอามือเราทั้งคู่มาวางปลายนิ้วลงที่หน้าผาก และนวดเบาๆ

ขั้นที่หก “ท่า ตาดูหูฟัง” เป็นการนวดท้ายทอยในส่วนที่มีผมปกคลุมเบาๆ เพื่อกระตุ้นสายตา และคลี่กลีบหู ใบหูออกเบาๆ เพื่อกระตุ้นประสาทการรับฟังเสียง
จากนั้นหายใจเบาๆ ลึกๆ สักสองสามนาที...แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับให้ลูกๆ ทำก่อนก่อนไปโรงเรียน ก่อนทำการบ้าน และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่เองก็ควรลองทำดูค่ะ เพราะว่า ท่าเหล่านี้ได้ถูกคิดค้นและทดลองโดยนักวิทยาศาสตร์สมองและนำไปใช้กันทั่วโลก ...ขอให้เคลื่อนไหวอย่างมีความสุขกันทุกคนค่ะ.